Mercedes-Benz GLA-Class
Mercedes-Benz GLA-Class เปิดตัวครั้งแรกในปี 2014 ในฐานะ SUV รุ่นเริ่มต้นของค่าย ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ให้ความคล่องตัวเหมาะกับการขับขี่ในเมือง ผสานกับการตกแต่งและเทคโนโลยีจากรถหรู ทำให้กลายเป็นรุ่นยอดนิยมอย่างรวดเร็ว เจเนอเรชันแรก (รหัส X156) เน้นดีไซน์สปอร์ตเพรียวบาง และมีทั้งรุ่น GLA 200 และ GLA 250 ซึ่งแตกต่างกันด้านพละกำลังและระบบขับเคลื่อน ในปี 2020 ได้มีการเปิดตัว GLA-Class เจเนอเรชันที่สอง (รหัส H247) ซึ่งเปลี่ยนแปลงทั้งดีไซน์และระบบภายในอย่างชัดเจน ตัวรถสูงขึ้น ห้องโดยสารกว้างขวาง ให้ความรู้สึกสบายขึ้น และภายในเน้นความล้ำสมัยด้วยหน้าจอคู่และระบบ MBUX ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของรุ่นนี้ ทั้งยังเพิ่มรุ่นที่มีความเร็ว ให้แรงบิดดี อย่าง GLA 35 AMG เป็นตัวเลือกให้สำหรับสายสปอร์ต
ประเภท GLA Class มือสองยอดนิยม :
- GLA 200 Urban (X156): ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร 156 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 7G-DCT ขับขี่ง่าย ประหยัดน้ำมัน ภายในตกแต่งสไตล์หรูหรา มีเบาะหนังแท้ พร้อมระบบควบคุมการทรงตัว ESP และถุงลมนิรภัยรอบคัน
- GLA 250 AMG Dynamic (X156): รุ่นสมรรถนะสูง พร้อมชุดแต่ง AMG ทั้งภายนอกและภายใน เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ 211 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC ขับขี่สนุก มั่นใจในทุกเส้นทาง
- GLA 200 Progressive (H247): เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด เครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร เทอร์โบ 163 แรงม้า ใช้ระบบ Infotainment MBUX หน้าจอสัมผัสคู่แบบลอยตัว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบช่วยจอดอัตโนมัติ
- GLA 35 AMG 4MATIC (H247): ตัวแรงจากสายการผลิต AMG เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ 306 แรงม้า เกียร์ AMG Speedshift DCT 8 จังหวะ ช่วงล่าง AMG RIDE CONTROL ปรับความหนึบอัตโนมัติ เหมาะกับผู้ที่ต้องการ SUV หรูพร้อมความสปอร์ตเต็มขั้น

Pros - จุดเด่น รถยนต์ Mercedes-Benz GLA-Class

ดีไซน์แต่ละรุ่นแตกต่าง ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้ขับ
Mercedes Benz GLA-Class มี 2 รุ่นให้เลือก ได้แก่ ‘200 Progressive’ และ ‘AMG Dynamic’ ซึ่งต่างมีภาพลักษณ์ต่างกัน รุ่น 200 Progressive จะเน้นความเรียบหรู น่ามอง ในขณะที่รุ่น AMG มากับดีไซน์สปอร์ต สร้างความเร้าใจ
ระบบเบรคชั้นเยี่ยม
รถยนต์ Mercedes Benz GLA-Class มีระบบเบรกแบบแอ็คทีฟ ช่วยสังเกต และ ให้ความช่วยเหลือหากมีการทิ้งระยะห่างน้อย หรือ ผู้ขับขาดสติ โดยระบบจะทำการเตือนด้วยภาพ และ เสียง นอกจากนี้ยังมีระบบเสริมแรงเบรกหากมีแรงเบรกที่น้อยเกินไปอีกด้วย
ระบบภายในห้องโดยสารอัจริยะ
GLA-Class เป็นอีกรุ่นที่มาพร้อมเทคโนโลยีภายในห้องโดยสารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบปรับเบาะคู่หน้าไฟฟ้าที่มาพร้อมเมมโมรี่ 3 ตำแหน่ง, โหมดเลือกขับ Dynamic Select, หน้าจอ MBUX รองรับการสั่งด้วยเสียง 10.25 นิ้ว, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และ อีกมากมาย
พวงมาลัยที่แม่นยำ
Mercedes Benz GLA-Class มีระบบบังคับเลี้ยวที่แน่น และ แม่นยำ นอกจากนี้ ผู้ขับยังสามารถปรับโหมดการขับขี่ให้เข้ากับสภาพท้องถนนได้ด้วยโหมดการขับขี่แบบ DYNAMIC SELECT
แพลตฟอร์มพัฒนาเร้าใจกว่าเดิม
Mercedes Benz GLA-Class ถูกพัฒนาขึ้นมาบนแพลตฟอร์ม MFA 2 ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบ แรงขับเคลื่อน 163 แรงม้า ซึ่งถือว่าแรง ขับขี่สนุกแน่นอน

Cons - จุดอ่อน รถยนต์ Mercedes-Benz GLA-Class

พื้นที่เบาะหลังไม่กว้างนัก
เมื่อเทียบกับรถประเภทเดียวกันจากค่ายอื่นพบว่าพื้นที่เบาะหลังของ Mercedes Benz GLA Class มีพื้นที่วางขาแคบไปหน่อย อีกทั้งยังสามารถปรับเบาะได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงอาจจะไม่เหมาะสำหรับการขับขี่ทางไกล
เสียงรบกวนในห้องโดยสาร
จากประสบการณ์ของผู้ใช้จริงพบว่า เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงอาจจะได้ยินเสียงจากด้านนอกเข้ามาในห้องโดยสารบ้าง ซึ่งรถระดับท็อปจากค่าย Mercedes Benz น่าจะทำได้ดีกว่านี้
อะไหล่มีราคาค่อนข้างสูง
อีกหนึ่งข้อเสียจากผู้ใช้รถยนต์จากค่าย Mercedes Benz คือ อะไหล่ของรถหายาก และ มีราคาค่อนข้างแพง อีกทั้งยังไม่สามารถทดแทนได้ด้วยอะไหล่อื่น ดังนั้นจึงต้องเข้าศูนย์บริการเท่านั้น

สรุปราคามือสอง
Mercedes-Benz GLA-Classราคามือสองในท้องตลาดยังมีราคาเริ่มต้นที่สูงอยู่พอสมควร ซึางเหมาะสำหรับมือใหม่ที่หลงใหลในรถรูปทรงแบบนี้ หรือมือเก๋าที่กำลังหารถลุยๆ ไว้ใช้งานสักคัน รับรองว่าคุ้มค่าในราคาที่ถูกกว่าที่คุณคิด หมายเหตุ - *ราคาเริ่มต้น อ้างอิงจาก Kaidee Auto รายละเอียดอาจมีการเปลี่ยนแปลงรุ่นปี 2013
Mercedes-Benz ได้ฤกษ์เผยโฉมครั้งแรกในปี 2014 ที่งาน Frankfurt Motor Show โดยมีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูคล้ายคลึงและมีกลิ่นอายของ A-Class แต่เป็นเวอร์ชันยกสูง โดดเด่นด้วยความบึกบึนที่ถูกว่ดเส้นสายให้ดูมีมิติ ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ ท่องไอเสียคู่ สปอยเลอร์บนฝาประตูหลัง และห้องโดยสารภายในที่เรียกว่าทั้งแผงของรุ่น A-Class มาเลยก็ว่าได้
ขุมพลังเครื่องยนต์ที่มีให้เลือกหลายแบบ โดยเริ่มจาก GLA 200 เบนซิน 1.6 ลิตร พละกำลัง 156 แรงม้า และ GLA 250 เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 211 แรงม้าซึ่งมีอัตราบริโภคน้ำมัน 14.0 กม./ลิตร
ทั้งนี้ GLA 250 เวอร์ชั่นขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MATIC สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ภายใน 6.5 วินาที ท็อปสปีด 233 กม./ชม. ในส่วนของเครื่องยนต์ดีเซล GLA 200 CDI ใช้เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร พลัง 136 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตันเมตร กินน้ำมัน 23.2 กม./ลิตร เหมาะสำหรับคนที่ชอบแรงบิดสูง ๆ เพื่อความเร้าใจ
รุ่นปี 2021
Mercedes-Benz GLA-Class 200 AMG Dynamic 2021 มาพร้อมรหัสตัวถัง H247 โดยมีการพัฒนาตัวโครงสร้างรถแบบใหม่ให้มีขนาดกว้างและสูงขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง โล่งโปร่งสบายอย่างเห็นได้ชัด เสริมความโดดเด่นของตัวรถให้ดูหรูหราสไตล์สปอร์ตด้วยชุดแต่ง AMG Line โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ Diamond Grille ที่ดูหรูหรา โดดเด่น พร้อมโลโก้ Mercedes-Benz ขนาดใหญ่ ติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้ารถ และบนฝากระโปรงหน้า
พร้อมขับเคลื่อนด้วยขุมพลังใหม่เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง ขนาดความจุกระบอกสูบ 1.3 ลิตร พ่วงด้วยเทอร์โบ พละกำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,620-4,000 รอบ/นาที
ภายในห้องโดยสารประกอบไปด้วยแผงควบคุมระบบต่างๆ บริเวณคอนโซลถูกปรับปรุงใหม่ทั้งหมดแล้วให้ดูทันสมัยมากขึ้นกว่ารุ่นเดิมอย่างชัดเจน โดดเด่นด้วยไฟ Ambient Light ที่ช่วยเสริมความหรูหราให้กับตัวรถ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามชอบที่มีมากถึง 64 เฉดสีด้วยกัน
Mercedes-Benz GLA-Class เปรียบเทียบสเปคเครื่องยนต์ทุกเจเนอเรชัน
บทสรุป Mercedes-Benz GLA-Class
Mercedes-Benz GLA Class เด่นในด้านดีไซน์หรูหรา ให้ความรู้สึกเหนือระดับ เสริมภาพลักษณ์แก่ผู้ใช้งาน ถือเป็นตัวเลือกที่ลงตัวสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ซีดานขนาดกลางที่มีความหรูหรา เทคโนโลยีล้ำสมัย ความปลอดภัยสูง สมรรถนะเครื่องยนต์ระดับพรีเมียม และประหยัดน้ำมัน เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในเขตเมือง ซึ่งรถ GLA-Class จึงเป็นรถที่มีความยืดหยุ่นทั้งด้านการใช้งานและภาพลักษณ์ที่ดูภูมิฐาน พร้อมตอบสนองได้อย่างเหนือความคาดหมาย
Mercedes-Benz GLA-Class เหมาะกับใคร ?
- ผู้ที่ต้องการรถ SUV ขนาดกะทัดรัด ใช้งานง่าย ดีไซน์หรูหรา
- ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ต้องการภาพลักษณ์หรู แต่ยังคงความทันสมัย ดูโฉบเฉี่ยว
- ผู้ที่อาศัยในเมือง ต้องการรถที่ขับง่าย ขนาดกะทัดรัด หาที่จอดได้สะดวก
- ผู้ขับขี่หรือครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และต้องการความสะดวกครบครัน
- ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนจากรถญี่ปุ่นมาใช้รถยุโรปหรูเป็นคันแรก
- ผู้ที่ต้องการสมรรถนะระดับ AMG ในรถ SUV ขนาดเล็ก




























