Mercedes-Benz GLC-Class
GLC-Class ถูกพัฒนาขึ้นแทนที่รุ่น GLK-Class เดิม โดยเริ่มจำหน่ายครั้งแรกในปี 2015 และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ในช่วงแรก GLC มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินในหลายพิกัด พร้อมการออกแบบที่เน้นความโค้งมนทันสมัย แตกต่างจาก GLK ที่เน้นเส้นสายเหลี่ยมมุม จากนั้นในปี 2019 ได้มีการปรับโฉมครั้งใหญ่ (Facelift) ทั้งภายนอกและภายใน โดยเพิ่มไฟหน้า Multibeam LED, เทคโนโลยีระบบ MBUX ที่มีผู้ช่วยสั่งงานด้วยเสียง พร้อมกับออปชันความปลอดภัยระดับสูง ในรุ่นล่าสุด GLC-Class ยังได้เพิ่มรุ่นปลั๊กอินไฮบริด GLC 300 e ซึ่งให้ทั้งพละกำลังและความประหยัด รวมถึงรองรับการใช้งานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
รุ่นรถยอดนิยมของ Mercedes-Benz GLC Class มือสอง:
- GLC 250 d 4MATIC AMG Dynamic: ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.1 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้กำลัง 204 แรงม้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC ผสานกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC ช่วยให้การขับขี่นิ่งและมั่นคง พร้อมชุดแต่ง AMG และระบบกันสะเทือนแบบถุงลม AIR BODY CONTROL เพิ่มความนุ่มนวลในการโดยสาร
- GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic: รุ่นปลั๊กอินไฮบริดที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวม 320 แรงม้า รองรับการชาร์จไฟบ้าน เพิ่มความประหยัดเชื้อเพลิง ภายในห้องโดยสารหรูหราและทันสมัยด้วยระบบ MBUX พร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto
- GLC 220 d 4MATIC AMG Dynamic: ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 194 แรงม้า เน้นความประหยัดเป็นหลักแต่ยังคงให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน เช่น ระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน ระบบช่วยเปลี่ยนเลน และกล้องรอบคัน 360 องศา
สรุปราคามือสอง
Mercedes-Benz GLC-Class ราคามือสองในท้องตลาดก็ต้องบอกเลยว่ายังสูงอยู่พอสมควร ถ้าจะเป็นราคาที่ต่ำลงมาก็จะเป็นรถปีเก่าที่ก็ต้องมาตรวจเช็กาภาพและปัญหากันอีกทีว่ายังโอเคอยู่รึเปล่า แต่ถ้าพูดถึงความคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปแล้วก็ต้องบอกเลยว่าราคาแบบนี้กับรถรุ่นนี้ถือว่าเป็นอะไรที่เหมาะสมและลงตัวที่สุดแล้ว ทั้งในเรื่องของการใช้งานที่เป็นรถยนต์ SUV อเนกประสงค์ และเทคโนโลยีในการขับขี่ต่างๆ นั้นไม่มีอะไรจะคุ้มไปกว่านี้อีกแล้ว หมายเหตุ - *ราคาเริ่มต้น อ้างอิงจาก Kaidee Auto รายละเอียดอาจมีการเปลี่ยนแปลงรุ่นปี 2015
เริ่มต้นกันที่รุ่นแรกกับ Mercedes-Benz GLC-Class ที่เผยโฉมสู่สายตาผู้คนครั้งแรกในปี 2015 ภาพแรกที่ได้เห็นต้องร้องส้าวกันทุกคน เพราะว่านี่คือการผสมผสานความหรูหราในแบบฉบับของค่ายที่จับมาผสมกับความเป็นรถ SUV ได้อย่างลงตัวและกลมกล่อมมากที่สุด
โดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของ Mercedes-Benz ที่ผสมความลุยยกสูงในรูปแบบ SUV ตั้งแต่กระจังหน้าสามมิติประทับด้วยโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ตรงกลาง เสริมด้วยไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System ลงตัวด้วยกันชนหน้าที่ออกแบบช่องระบายอากาศขนาดใหญ่เสริมชุดแต่งใต้กันชนที่ช่วยเพิ่มความดุดัน
ด้านข้างมาพร้อมแร็คหลังคาที่ถูกดีไซน์มาเพื่อติดเข้ากับชุดกล่องอเนกประสงค์สำหรับขนของ รวมถึงหลังคาแบบพาโนรามิคที่เลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าที่ช่วยให้เห็นทิวทัศน์ได้รอบคัน
ภายในออกแบบเน้นไปที่ความหรูหราและทันสมัยเพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้าวัยหนุ่มสาวหรือครอบครัวยุคใหม่ที่ชื่นชอบความสปอร์ต โดดเด่นด้วยแผงคอนโซลหน้าลายไม้แบบ Open-Pore Brown Ash Wood พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสปอร์ตแบบ 3 ก้าน หน้าจอแสดงข้อมูลขนาดใหญ่และประกอบไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและความบันเทิงไว้อย่างครบครัน
ในส่วนของขุมกำลังที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ 4 สูบแถวเรียง 2.1 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที 3,800 รอบ/นาที แรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,600-1,800 รอบ/นาที ผ่านมาตรฐานความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงและปริมาณไอเสียที่เข้มงวด
รุ่นปี 2018
Mercedes-Benz GLC-Class รุ่นปี 2018 เรียกได้ว่ามีการปรับเปลี่ยนโฉมกันบ้างเล็กน้อยเพียงเท่านั้น โดยยังคงรูปลักษณ์ของตัวรถที่โค้งมนเอาไว้เหมือนเดิม แต่มีการเปลี่ยนกระจังหน้าและกันชนหน้ารูปแบบใหม่ที่ทำให้ดูมีความล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น ไฟหน้า Multibeam LED สุดล้ำ
และภายในตัวรถที่ดูเรียบหรูและแพรวพราวด้วยมาตราวัด Full Digital จอสีขนาดใหญ่ และระบบ Infotainment แบบใหม่ที่โดยรวมแล้วถือว่าล้ำสุดๆ ในส่วนของเครื่องยนต์ยังเป็นบล็อคใหม่ดีเซล OM654 2.0 ลิตรเทอร์โบ 194 แรงม้า ที่ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างเร้าใจและรอบด้าน เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่กำลังอยากได้รถแบบพรีเมียมตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายในทุกไลฟ์สไตล์
รุ่นปี 2020
มาถึงรุ่นล่าสุดกันบ้างที่จัดว่าเป็นรถยนต์นั่งแบบ SUV ขนาดกลางรุ่นยอดนิยมจากค่ายดาวสามแฉกที่โฉมนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบที่ไม่เหมือนรถ SUV ปกติทั่วไป เพราะได้พกพา DNA ของความเป็นสปอร์ตใส่ลงไปในส่วนของหลังคาลาดบนตัวรถและลายเส้นสายที่ดูสวยงามที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ต้องตกหลุมรัก
เปิดประตู้เข้ามาในตัวรถยังคงให้ความรู้สึกสบายกว้างขวางตามสไตล์ SUV และหรูหราตามแบบฉบับของ Mercedes-Benz โดยเน้นไปที่วัสดุหนังสีดำเป็นหลัก ตัดสลับกับลายไม้สีดำที่ดูมีความพรีเมียม พร้อมด้วยฟังก์ชันที่มอบความบันเทิงตลอดการเดินทางไว้อย่างครบครัน
ในส่วนของขุมกำลังที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียงขนาด 1,991 ซีซี เทอร์โบ แรงม้าสูงสุด 122 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 440 นิวตันเมตร และเมื่อใช้โหมดขับขี่ไฟฟ้าจะสามารถขับได้ไกลถึง 50 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง เรียกได้ว่าคุ้มค่าสำหรับคนที่ใช้รถเดินทางในแต่ละวันที่ไม่ไกลมาก
Mercedes-Benz GLC-Class เปรียบเทียบสเปคเครื่องยนต์ทุกเจเนอเรชัน
บทสรุป Mercedes-Benz GLC-Class
Mercedes-Benz GLC Class คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการ SUV ขนาดกลางที่มีความหรูหราเหนือระดับ พร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ความสามารถในการขับขี่ในทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นดีเซลที่ประหยัด รุ่นไฮบริดที่ทันสมัย และระบบความปลอดภัยครบครัน เหมาะสำหรับทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกล โดยยังคงเอกลักษณ์ของ Mercedes-Benz ทั้งในด้านดีไซน์และสมรรถนะ
Mercedes-Benz GLC-Class เหมาะกับใคร ?
- ผู้ที่ต้องการรถยนต์ SUV ที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดูภูมิฐาน สร้างความน่าเชื่อถือ เหมาะสำหรับนักธุรกิจหรือผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และสมรรถนะ
- ผู้ที่เดินทางไกลเป็นประจำ และต้องการความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง
- ผู้ขับขี่หรือครอบครัวที่ต้องการพื้นที่ภายในกว้างขวาง ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย
- ผู้ที่มองหารถปลั๊กอินไฮบริดระดับพรีเมียม ที่สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน



























