Honda City
Honda City เป็นหนึ่งในรถเก๋งขนาดเล็กที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา เปิดตัวครั้งแรกในไทยเมื่อปี 1996 และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในด้านดีไซน์ สมรรถนะ เทคโนโลยี และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์การใช้งานของคนเมืองเป็นอย่างดี ความโดดเด่นของ Honda City อยู่ที่ความคล่องตัวในการขับขี่ ประหยัดน้ำมัน บำรุงรักษาง่าย และยังมีตัวเลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่รุ่นเกียร์ธรรมดาสำหรับผู้เริ่มต้น ไปจนถึงรุ่นไฮบริด e:HEV ที่ให้ทั้งความแรงและความประหยัดในคันเดียว
นอกจากรุ่นซีดานที่หลายคนคุ้นเคยแล้ว Honda City Hatchback ก็เป็นอีกตัวเลือกยอดนิยมในตลาดมือสอง ด้วยตัวถังท้ายตัดขนาดกระทัดรัดที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง ขนของง่าย จอดรถสะดวก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น คนทำงาน และครอบครัวเล็กที่อยากได้รถคันเดียวจบ ครบทั้งเรื่องสไตล์และการใช้งาน สำหรับตลาดมือสอง Honda City รุ่นยอดนิยม เช่น Honda City ZX รุ่นปี 2005–2007 ซึ่งเด่นที่ความทนและราคาจับต้องได้, Honda City SV+ Turbo ปี 2020 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.0 ลิตรเทอร์โบขับสนุก, และ Honda City Hatchback e:HEV รุ่นใหม่ที่ให้ระบบไฮบริดเต็มระบบในราคาที่เป็นมิตรกับคนอยากอัปเกรดจากรถเล็กทั่วไป ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดนี้ Honda City จึงเป็นรถมือสองที่ยังคงน่าสนใจไม่เสื่อมมนต์ขลังสำหรับทุกไลฟ์สไตล์

Pros - จุดเด่น รถยนต์ Honda City

มีให้เลือกทั้งซีดานและแฮทช์แบ็ก รองรับการใช้งานหลากหลาย
Honda City ตอบโจทย์ผู้ใช้งานเมืองที่ต้องการความคล่องตัวด้วยรุ่น Hatchback และตอบสนองผู้ใช้ทั่วไปด้วยรุ่นซีดานที่เน้นความสะดวกสบาย
ขับขี่คล่องตัว เหมาะกับเมือง
Honda City มีขนาดกะทัดรัด ทำให้สามารถขับในเมืองได้คล่อง ทั้งในตรอกซอกซอยหรือช่วงรถติด ตัวรถมีรัศมีวงเลี้ยวที่แคบ เข้า-ออกที่จอดรถได้ง่าย เหมาะกับมือใหม่หรือผู้ที่ใช้งานในเขตชุมชนเมืองเป็นประจำ
เครื่องยนต์เทอร์โบแรงและประหยัด
ตั้งแต่โฉมปี 2020 เป็นต้นมา Honda City ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร ที่ให้แรงม้าสูงถึง 122 PS และประหยัดน้ำมันได้ดีเฉลี่ยกว่า 23 กม./ลิตร เหมาะกับผู้ที่ต้องการความแรงพอตัวแต่ไม่อยากจ่ายค่าน้ำมันแพง
มีรุ่นไฮบริดให้เลือก
สำหรับคนที่อยากประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น Honda City e:HEV ใช้ระบบไฮบริดเต็มรูปแบบที่ให้ทั้งความประหยัดและสมรรถนะจากมอเตอร์ไฟฟ้า มีอัตราเร่งดีและขับขี่นุ่มนวล
มีระบบ Honda SENSING ครบในบางรุ่น
ตั้งแต่ปี 2022 รุ่น e:HEV RS มาพร้อมระบบความปลอดภัย Honda SENSING เช่น เบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบช่วยรักษาเลน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน และกล้องมองรอบคัน ซึ่งมักหาได้ยากในรถกลุ่มราคาเดียวกัน

Cons - จุดอ่อน รถยนต์ Honda City

ออปชันบางรุ่นยังไม่ครบ
ในรุ่นย่อยล่าง เช่น S และ V แม้จะราคาน่าสนใจแต่ฟีเจอร์หลายอย่างเช่นกล้องถอยหลัง ระบบเบรกมือไฟฟ้า หรือเบาะหนัง อาจไม่มีมาให้ ทำให้ต้องเลือกรุ่นที่สูงขึ้นจึงจะได้ฟังก์ชันครบ
ช่วงล่างค่อนข้างนุ่ม ไม่เหมาะกับความเร็วสูง
แม้จะขับดีในเมือง แต่ช่วงล่างของ Honda City ยังออกแนวนุ่มเด้งในบางสภาพถนน เมื่อขับที่ความเร็วสูงหรือบนทางหลวงอาจรู้สึกโคลงบ้าง ไม่เหมาะกับสายซิ่งหรือคนที่ขับทางไกลบ่อย ๆ
เครื่องยนต์รอบเดินเบา
ข้อนี้อาจจะสร้างความหงุดหงิดใจให้กับสายซิ่ง เพราะอัตราการเร่งสปีดของ Honda City อาจจะไม่เร้าใจนัก ใช้เวลาประมาณ 12 วินาที กว่าที่ความเร็วจะขึ้นไปแตะที่ 100 กม./ชม. ส่วนเครื่องยนต์ 3 สูบมีอาการสั่นบ้างในบางคัน
สรุปราคามือสอง
โดยภาพรวม Honda City เป็นรถเก๋งขนาดเล็กที่มีตัวเลือกหลากหลาย ทั้งรุ่น Turbo และรุ่น e:HEV ซึ่งตอบโจทย์ทั้งสายใช้งานทั่วไปและสายประหยัด ตลาดมือสอง Honda City มีราคาตั้งแต่ประมาณ 350,000 บาท ไล่ขึ้นไปถึงราว 580,000 บาทในรุ่นปรับโฉมและรุ่น RS ฟีเจอร์ที่ครบ การดูแลรักษาง่าย และชื่อเสียงแบรนด์ Honda ทำให้ Honda City เป็นรถมือสองที่มีความเชื่อถือสูง หมายเหตุ - *ราคาเริ่มต้น อ้างอิงจาก Kaidee Auto รายละเอียดอาจมีการเปลี่ยนแปลงรุ่นปี 1996
กว่าที่ทาง Honda จะพาเจ้า City เข้ามาเปิดตัวและทำตลาดในไทย ก็เข้าสู่ปี 1996 ล่วงเลยสู่เจเนอเรชันที่ 3 ช่วงแรก City ถูกกำหนดเป้าหมายทางการตลาดให้เป็น Civic ที่ดาวน์สเปกลงมาเหมือนแฝดน้อง เน้นทำตลาดในภูมิภาค AEC ด้วยตัวถังซีดานเล็ก (Compact) โดยใช้พื้นฐานจาก Civic รุ่นตัวถัง EF มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.3 ลิตร รหัส D13B พลัง 95 แรงม้า ต่อมาอัปเกรดด้วยเครื่องยนต์บล็อกใหม่ เบนซิน 4 สูบ 1.5 ลิตร รหัส D15B อัดแน่น 105 แรงม้า
ก่อนปรับโฉมให้เร้าใจขึ้นด้วย Type Z ภายนอกโฉบเฉี่ยวสะกดสายตา มาพร้อมทางเลือกเครื่องยนต์ที่มีระบบ VTEC ตัวเล็กเพิ่มเข้ามา รถแรงขึ้นเป็น 115 แรงม้า เจเนอเรชันนี้ราคามือสอง เริ่ม 35,000 บาท
รุ่นปี 2002
**City เจเนอเรชันที่ 4 ของโลก แต่เป็นโฉมที่ 2 ซึ่งเปิดตัวในไทย **รหัสตัวถัง GD8 เริ่มทำตลาดตั้งแต่ปี 2002 โฉมนี้ได้รับคำวิจารณ์ว่าออกแบบให้ดูแปลก (ประหลาด) บ้างบอกไม่สวย หนักสุดได้รับฉายาจากในวงการว่า “ซิตี้ แมลงสาบ” แต่จุดเด่นที่ลบคำสบประมาทลงได้อย่างราบคาบ คือ ความประหยัดเชื้อเพลิง Honda City โฉมนี้ใช้ขุมกำลังจากเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.5 ลิตร รหัส L15A มีระบบหัวฉีด i-DSI เป็นจุดเด่น พลัง 88 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ CVT นับเป็นการใช้ระบบเกียร์ CVT เป็นครั้งแรกๆ ของรถที่ขายในไทย
จากนั้นจึงมีการปรับโฉมสู่ City ZX ดูทันสมัยและสปอร์ตขึ้น (อีกนิด) มาพร้อมเครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบ 1.5 ลิตร รหัส L15A เหมือนเดิม แตกต่างที่เพิ่ม VTEC ตัวเล็กเข้ามา รถแรงขึ้นเป็น 110 แรงม้า โฉมนี้ราคามือสอง เริ่ม 75,000 บาท
รุ่นปี 2008
เจเนอเรชันที่ 5 เปิดตัวในไทยเมื่อ 10 กันยายน 2008 รหัสตัวถัง GM2 นับเป็นโฉมที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก Honda แก้มือจากเจนฯ ที่แล้วได้สำเร็จ และได้การยอมรับจากกูรูยานยนต์ทั้งด้านการออกแบบ และยอดขายที่เป็นไปในทิศทางบวก รูปลักษณ์สวยทันสมัย เครื่องยนต์ประหยัดเชื้อเพลิง แต่ให้กำลังการส่งและเร่งแซงที่ดี ทำตลาด 5 รุ่นย่อย และต่อมามีรุ่นเชื้อเพลิงทางเลือก CNG ในช่วงปลายยุค
City โฉมปี 2008 มีเครื่องยนต์แค่บล็อกเดียว คือ เบนซิน 4 สูบ 1.5 ลิตร รหัส L15A มี VTEC และสลับจากอัตโนมัติ CVT กลับมาใช้แบบ 5 จังหวะแทน พลังจัดว่าให้มาเยอะถึง 120 แรงม้า **สำหรับราคามือสองเริ่มต้น 195,000 บาท **
รุ่นปี 2014
มาต่อกันที่เจเนอเรชันที่ 6 เปิดตัวในไทย 23 มกราคม 2014 รหัสตัวถัง GM6 โฉมนี้ออกแบบได้ค่อนข้างดีมาก ยิ่งดู ยิ่งสวย ประสบความสำเร็จด้านยอดขาย กลายเป็น City in the City ซื้อขับกันทั่วเมือง มีจำหน่ายด้วย 5 รุ่นย่อย และมีการปรับโฉม Minor Change ในปี 2017
ด้านเครื่องยนต์ยังคงใช้เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตรเหมือนเดิม แต่อัปเกรดเป็นบล็อก L15Z VTEC ที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ให้พลังลดลงเหลือ 117 แรงม้า และกลับมาใช้เกียร์อัตโนมัติ CVT แทนที่ 5 จังหวะอีกครั้ง โดยมีเกียร์ธรรมดาขายในรุ่นเริ่มต้น รองรับเชื้อเพลิง E85 ราคามือสองสตาร์ทที่ 330,000 บาท
รุ่นปี 2019
เจเนอเรชัน 7เปิดตัวในไทยเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2019 ได้การยอมรับว่าเป็น City ที่ดีสุด ก็แน่ล่ะ ! รถรุ่นใหม่จะไม่ดีได้อย่างไร แต่ในความเป็นจริงมันซับซ้อนกว่านั้น เพราะถ้ารถรุ่นก่อนดีอยู่แล้ว การทำรุ่นใหม่ให้ก้าวข้าม “เงา” ความสำเร็จของรุ่นพี่ นับเป็นเรื่องยาก รุ่นใหม่อาจจะทันสมัยกว่า แต่ไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จเสมอไป… จริงมั้ย ? แต่เจ้า City โฉมนี้ก็สามารถทำได้
รหัสตัวถัง GN รูปลักษณ์ภายนอกได้รับการออกแบบใหม่ สวยและสปอร์ตขึ้นทุกมิติ จำหน่ายด้วยทางเลือก 2 รูปแบบตัวถัง คือ ซีดาน 4 ประตู และแฮทช์แบ็ก 5 ประตู มีเครื่องยนต์ไฮบริดเป็นทางเลือกในทุกตัวถัง ทำให้ Honda City เจเนอเรชัน 7 มีไลน์การผลิตที่กว้างถึง 9 รุ่นย่อย
ด้านขุมกำลังเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ตัวใหม่ เบนซิน 3 สูบ ความจุ 1.0 ลิตร เทอร์โบ รหัส P10A6 มีระบบ i-VTEC ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT พลัง 122 แรงม้า และจูนต่อให้แรงขึ้นได้ ราคามือสองเริ่มต้น 530,000 บาท
รุ่นปี 2020
Honda City ปี 2020 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเจเนอเรชันที่ 5 โดยมาในโฉม All-New พร้อมดีไซน์ตัวถังที่ปรับให้มีความโฉบเฉี่ยวและพรีเมียมยิ่งขึ้น ขนาดตัวถังอยู่ที่ความยาว 4,553 มม. กว้าง 1,748 มม. สูง 1,467 มม. และฐานล้อยาว 2,600 มม. ภายนอกมาพร้อมไฟหน้าแบบโปรเจกเตอร์ LED, ไฟส่องสว่างกลางวันแบบ LED และไฟท้าย LED ที่ให้ความรู้สึกหรูหราเกินรถกลุ่ม B-Segment ขณะที่ภายในได้รับการออกแบบให้กว้างขวางและสะดวกสบายกว่าเดิม ติดตั้งหน้าจอสัมผัส 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และระบบควบคุมเสียง พร้อมเบาะนั่งหลังพับได้แบบ 60:40 เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน
ในด้านความปลอดภัย รุ่นนี้มีถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่งในรุ่น RS และระบบเบรก ABS, EBD, ระบบควบคุมการทรงตัว VSA และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ราคาเฉลี่ยในตลาดมือสองของรุ่นปี 2020 อยู่ที่ประมาณ 438,000 บาท โดยมีช่วงราคาตั้งแต่ 419,000 – 469,000 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยและเลขไมล์ รุ่น RS ที่เป็นตัวท็อปมักจะราคาสูงสุดจากอุปกรณ์และดีไซน์ที่ครบครัน จึงเป็นปีที่นิยมมากในกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการรถขนาดกะทัดรัดแต่สมบูรณ์แบบทั้งด้านดีไซน์และฟังก์ชัน
รุ่นปี 2021
Honda City ปี 2021 ยังคงอยู่ในเจเนอเรชันที่ 5 แต่ได้มีการปรับปรุงเล็กน้อยในบางรุ่นย่อย โดยเฉพาะในรุ่น RS ที่มีดีไซน์สปอร์ตยิ่งขึ้น ด้วยกระจังหน้าแบบ Gloss Black ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ และไฟท้าย LED ที่ให้ความพรีเมียมในทุกมุมมอง ภายในยังคงกว้างขวางและเน้นความสะดวกสบายเช่นเคย พร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ จอสัมผัส 8 นิ้ว และเบาะหุ้มหนังกลับผสมผ้าดีไซน์เฉพาะรุ่น RS ขนาดตัวถังยังคงเท่ากับรุ่น 2020 คือ ยาว 4,553 มม. กว้าง 1,748 มม. สูง 1,467 มม. และฐานล้อ 2,600 มม.
ระบบความปลอดภัยยังครบครันด้วยระบบ VSA, HSA, ถุงลม 6 จุด และระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัย Honda City 2021 ถือว่าเหมาะกับผู้ที่ต้องการรถซิตี้คาร์ที่สมบูรณ์ในทุกด้านทั้งดีไซน์ สมรรถนะ และความคุ้มค่าในระยะยาว ราคาเฉลี่ยในตลาดมือสองอยู่ที่ 459,000 บาท โดยมีช่วงราคาตั้งแต่ 439,000 – 489,000 บาท ทั้งนี้รุ่น RS จะมีราคาสูงที่สุดจากฟีเจอร์ที่ครบกว่า ทำให้ปีนี้ยังเป็นที่นิยมในตลาดคนรุ่นใหม่ที่ต้องการภาพลักษณ์สปอร์ตทันสมัย
รุ่นปี 2022
ในปี 2022 Honda City มีการเพิ่มรุ่นไฮบริด e:HEV RS เข้ามาเป็นครั้งแรก ทำให้มีทางเลือกที่ประหยัดน้ำมันและทันสมัยมากขึ้น ดีไซน์ภายนอกของรุ่น e:HEV RS แตกต่างชัดเจนด้วยไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟ Daytime Running Light, กระจังหน้าแบบ Piano Black, ล้ออัลลอย 16 นิ้วแบบทูโทน และไฟท้าย LED ภายในเน้นความสปอร์ตและล้ำสมัยมากขึ้น เบาะหนังกลับเดินด้ายแดง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันพร้อม Paddle Shift และมาตรวัดแบบดิจิทัล ขนาดตัวถังเหมือนเดิมทุกประการ แต่เสริมระบบเสียงคุณภาพสูงและระบบแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Hybrid Drive Display เฉพาะในรุ่นไฮบริด
ด้านระบบความปลอดภัย Honda City 2022 รุ่น e:HEV RS มาพร้อม Honda SENSING ครบชุด ทั้งระบบเตือนการชนและช่วยเบรก, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน, ระบบเตือนรถออกนอกเลน และระบบไฟสูงอัตโนมัติ ราคาเฉลี่ยในตลาดรถมือสองอยู่ที่ 539,000 บาท โดยมีช่วงราคาตั้งแต่ 519,000 – 569,000 บาท สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ปกติยังมีราคาต่ำกว่ารุ่นไฮบริดประมาณ 50,000–80,000 บาท เหมาะกับผู้ที่ต้องการเทคโนโลยีการขับขี่ขั้นสูงควบคู่กับความประหยัดพลังงาน
รุ่นปี 2023
Honda City 2023 มีการไมเนอร์เชนจ์เล็กน้อย โดยเฉพาะดีไซน์ด้านหน้าและกันชนที่ถูกปรับให้มีเส้นสายเฉียบคมยิ่งขึ้น กระจังหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมคิ้วโครเมียมในรุ่น SV และ RS ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 15–16 นิ้ว (แล้วแต่รุ่นย่อย) ไฟหน้าและไฟท้าย LED ยังคงเป็นจุดขายสำคัญ ภายในมีการเปลี่ยนโทนสีวัสดุตกแต่ง และระบบแสดงผลต่าง ๆ คมชัดขึ้น ขนาดตัวถังเท่าเดิม ทำให้ City ปีนี้ยังคงให้ความกว้างสบายโดยเฉพาะพื้นที่วางขาเบาะหลัง
ระบบความปลอดภัยของรุ่นนี้ครอบคลุมทั้งถุงลม 6 จุด, VSA, HSA และกล้องมองหลัง รุ่น RS และ e:HEV RS จะได้ Honda SENSING ครบชุด ราคาเฉลี่ยในตลาดมือสองอยู่ที่ 579,000 บาท โดยมีช่วงราคาตั้งแต่ 559,000 – 609,000 บาท เป็นปีที่เหมาะกับผู้ซื้อที่ต้องการรถปีใหม่ ฟีเจอร์ครบ ขับขี่มั่นใจ และยังได้ดีไซน์ที่อัปเดตล่าสุดทั้งภายนอกและภายใน
รุ่นปี 2024
ปี 2024 ยังอยู่ในเจเนอเรชันที่ 5 เหมือนเดิม โดยรุ่นย่อย RS และ e:HEV RS ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยม มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่จัดเต็มมากกว่าเดิมเล็กน้อย เช่น ระบบเตือนมุมอับสายตาและระบบเตือนขณะถอยหลัง (ในรุ่น RS ขึ้นไป) สีตัวถังมีการเพิ่มตัวเลือกใหม่เพื่อความสดใหม่ในตลาด ขนาดตัวถังเหมือนเดิม แต่ในรุ่นท็อปจะได้ล้อ 16 นิ้ว ลายใหม่ พร้อมภายในที่ปรับปรุงวัสดุให้ดูหรูขึ้น
Honda City ปีนี้ยังคงเด่นในเรื่องของ Honda SENSING ครบชุดในรุ่นไฮบริด อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันดีเยี่ยม โดยเฉพาะรุ่น e:HEV RS ที่ทำได้เฉลี่ย 25–27 กม./ลิตร ราคาเฉลี่ยในตลาดรถมือสองเริ่มขยับขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย มาอยู่ที่ 599,000 บาท โดยมีช่วงราคาตั้งแต่ 579,000 – 629,000 บาท ถือเป็นปีที่เหมาะกับผู้ซื้อที่ต้องการความสดใหม่ และมองหารุ่นที่ใช้งานได้อีกยาวนาน
รุ่นปี 2025
แม้จะยังอยู่ในเจเนอเรชันเดียวกันกับปี 2020 แต่ Honda City 2025 มีการอัปเกรดอุปกรณ์เพิ่มเติมในบางรุ่นย่อยเพื่อเสริมความคุ้มค่า เช่น ระบบ Honda CONNECT ในรุ่น RS ที่ช่วยให้ผู้ขับเช็กสถานะรถผ่านมือถือได้, ฟีเจอร์ควบคุมรถระยะไกล และระบบกุญแจ Digital Key ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับคนรุ่นใหม่ ภายนอกยังคงเหมือนกับปี 2024 แต่บางรุ่นได้ล้อดีไซน์ใหม่ ขนาดตัวถังยังเหมือนเดิมทุกประการ
ราคาเฉลี่ยในตลาดมือสองสำหรับรุ่นปี 2025 ยังไม่มากนักเพราะเป็นรถใหม่ในตลาด แต่เริ่มต้นที่ประมาณ 619,000 บาท โดยมีช่วงราคาตั้งแต่ 599,000 – 649,000 บาท โดยรุ่น RS และ e:HEV RS ยังเป็นที่นิยมสูงสุด เนื่องจากภาพลักษณ์ที่ทันสมัยพร้อมเทคโนโลยีจัดเต็ม เหมาะกับผู้ที่ต้องการรถใช้งานในเมืองแต่มีฟีลลิ่งพรีเมียม และต้องการรถที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและไลฟ์สไตล์
Honda City เปรียบเทียบสเปคเครื่องยนต์ทุกเจเนอเรชัน
บทสรุป Honda City
Honda City เป็นรถเก๋งขนาดเล็กที่ครบเครื่องและคุ้มค่ามากที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดเมืองไทย ด้วยความที่มีให้เลือกทั้งรุ่นซีดานและแฮทช์แบ็ก ทำให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา คนเริ่มต้นทำงาน หรือครอบครัวขนาดเล็ก ดีไซน์ของ Honda City ก็มีความสปอร์ต ทันสมัย และดูพรีเมียมในทุกรุ่นย่อย พร้อมด้วยสมรรถนะที่เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ทั้งในเมืองและนอกเมือง โดยเฉพาะรุ่น e:HEV ที่ให้พลังการขับขี่แบบไฮบริดเต็มระบบ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการประหยัดน้ำมันแต่ยังอยากได้แรงบิดที่ตอบสนองดีเยี่ยม
สำหรับใครที่กำลังมองหารถเก๋งมือสองที่มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันดี ดูแลรักษาง่าย อะไหล่หาง่าย และยังมีมูลค่าขายต่อดี Honda City คือคำตอบที่ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเลือกรุ่นซีดานที่ให้ห้องโดยสารกว้างขวาง หรือรุ่น Hatchback ที่คล่องตัว เหมาะกับการใช้งานในเมือง ก็สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งคู่ อีกทั้งระบบความปลอดภัยในรุ่นใหม่ ๆ เช่น Honda SENSING ก็ทำให้ Honda City เป็นรถเล็กที่ให้ความมั่นใจในทุกการเดินทาง



























